วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552

อีกัวน่า ไทยแลนด์

การทำทัวร์ป่า Jungle Tour หรือ Safari Tour จำเป็นมาก ที่มัคคุเทศก์(Guide) จะต้องมีความรู้เรื่องคำศัพท์ ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับต้นไม้,พันธุ์พืชท้องถิ่นและสัตว์ป่าต่างๆ โดยเฉพาะพันธุ์พืชและต้นไม้ ส่วนใหญ่จะเป็นศัพท์ ทางวิชาการ หรือเป็นชื่อเฉพาะ ของผู้ที่ค้นพบเป็นคนแรกในโลก เช่น ดอกบัวผุด (Rafflesia) ซึ่งค่อนข้างจะจำยาก


ดอกบัวผุด (Raffilasia)
-------------------------
ส่วนสัตว์ป่านั้นไม่น่าหนักใจ เพราะเป็นชื่อภาษาอังกฤษสากลอยู่แล้ว จะมียกเว้นบ้าง ก็เป็นสัตว์พื้นเมือง ของประเทศนั้นๆ หรือบางประเทศ ที่เป็นป่าเมืองหนาวและมีสัตว์ ไม่เหมือนป่าฝนเขตร้อน ที่เขาคุ้นเคย อย่างเช่น ตะกวดหรือเหี้ย ถ้าบอกชื่อภาษาอังกฤษ ว่า Water moniter หรื Monitor Lizard ฝรั่งจากยุโรป ไม่ค่อยจะรู้จัก แต่ถ้าพูดว่า Komodo ล่ะก็ พวกตอบ Yes,I know. ทันที เพราะเขาจะนึกถึง ตัวเหี้ยยักษ์ บนเกาะโคโมโด ประเทศอินโดนีเซีย โน่น

Komodo
------------------------------

Monitor
------------------------------

หรืออย่าง กิ้งก่า ก็เหมือนกัน ถ้าบอกว่า Chameleon ยืนงงอยู่นั่นแหละ แต่ถ้าพูดว่า Iguana สิ รับรองว่า OK.I see. ทันที เพราะเขาจะนึกถึง กิ้งก่ายักษ์ ในป่าอะเมซอน ประเทศบราซิล นู้น

กิ้งก่า (Chameleon)
--------------------

อีกัวน่า (Iguana)
----------------------
แล้วมาเกี่ยวอะไรกับ กิ้งก่าไทยแลนด์ ล่ะ นายชำนาญ? เชิญก้มหน้าเข้ามา ท่านผู้ชม ผมจะเล่าให้อ่าน เล่นๆ

เมื่อประมาณกลางเดือน ธันวาคม ที่ผ่านมา ผมรับจ๊อบ ทำทัวร์เขาสก one day trip กับครอบครัว 4 คน มีพ่อ แม่ ลูกชายอายุ 15 ปี ลูกสาวอายุ 12 ขวบ กำลังอยากรู้ อยากเห็น อยากลอง แบบลูก ฝรั่ง ทั่วๆไปนั่นแหละ พ่อเป็นคน ตุรกี ส่วนแม่เป็น ผู้ดีอังกฤษ แต่อาศัย ทำมาหากินอยู่ประเทศดูไบ

 จากการซอกแซกถามของผม ซึ่งจำเป็นสำหรับไกด์ ที่จะต้องรู้ข้อมูลพื้นฐานของลูกทัวร์บ้าง เพื่อเราจะได้คุยกับเขาอย่างไร? (หมายเหตุ..สิ่งนี้สำคัญมากสำหรับมัคคุเทศก์)


เวลา เก้าโมงครึ่ง เราไปถึง"อนุสาวรีย์สึนามิ" (ตั้งชื่อซะหรูเชียว) พอลงจากรถเรียบร้อย เจ้าลูกชายอายุ 15 หันไปเห็น กิ้งก่า ฝูงหนึ่ง มีประมาณ 5 ตัว มีตัวผู้ อยู่ตัวเดียว คอแดงแจ๋ หนามเต็มคอ ตัวโตประมาณนิ้วหัวแม่โป้ง กำลังไล่ผสมพันธุ์ ตัวเมียด้วยความคึก

พ่อเจ้าพระคุณ ตื่นเต้นมากเรียกน้องสาวให้มาดูและถ่ายรูป อีกัวน่า(กิ้งก่า) เป็นการใหญ่ โดยธรรมชาติของกิ้งก่าไทยแลนด์ จะเชื่องแบบแมลงวัน แต่ว่าดูเชื่องๆ ยังงั้น คิดจะจับมัน ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันวิ่งเร็วเหมือนแย้

หนุ่มน้อยหันมาถามผมว่า จับได้ไหม ? ผมบอกว่า จับได้ แต่ให้ระวัง มันจะกัดเอา (ในใจผมกำลังสบประมาท เจ้าหนุ่มว่าไม่มีทางจับได้แน่ๆ) เจ้าหนุ่มหันมาเถียงผมว่า เคยเห็นที่เขาเลี้ยงไว้ ตัวเขียวๆ โตกว่านี้อีก มันไม่กัดเลย เออ..ไม่กัด ก็ไม่กัด ลองดู ไม่อยากจะเถียง กับเด็กฝรั่งหัวดื้อ

เจ้าหนุ่ม ลงมือวิ่งไล่จับ กิ้งก่า เป็นที่สนุกสนาน โดยมีน้องสาว ยืนปรบมือเชียร์ ส่วนตัว พ่อกับแม่ ก็ไม่ได้ห้ามปราม ผมมองดูว่าจับไม่ได้แน่ก็ไม่สนใจ เดินไปที่หาที่สูบบุหรี่ แผล็บเดียว ได้ยินเสียง เจ้าหนุ่มร้อง โอ้ววว...มายก็อด..

ผมตกใจ รีบหันไปดู เห็นเจ้าหนุ่มยืนหน้าซีด สะบัดมือเร่าๆ เลือดที่นิ้วชี้ไหลซิบๆ เอาแล้วหมั๊ยล่ะ โดน อีกัวน่าไทยแลนด์ เล่นงานเข้าจนได้ ชี้ให้ผมดู ตัวผู้ซ่ะด้วย เกาะกิ่งไม้ ผงกหัว หงึกๆ เยาะเย้ย อยู่บนต้นไม้ ใกล้ๆนั่นแหละ

ทีนี้ก็เดือดร้อนไกด์ ต้องหา เบต้าดีน มาใส่แผลให้อีก สมน้ำหน้า อยากไม่เชื่อ ตูดีนัก เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับ อีกัวน่าไทยแลนด์ เลือดสาดไปเลย.

-----------------------------------------------

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นายชำนาญ บ่น

สัปดาห์ นี้ผมไปอยู่โรงขายทัวร์ ที่ หาดลายัน ขายทัวร์ได้ 3-4 โปรแกรม ต่อแล้วต่ออีก กว่าจะขายได้ เล่นเอาหืดขึ้นคอ มี พีพี,คอรัลไอแลนด์,นั่งช้าง,แล้วก็ ดำน้ำที่ เกาะแวก ใกล้ๆหาดลายัน ทุกโปรแกรม ไปกันเป็นครอบครัว ลูกเด็ก เล็กแดงยั้วเยี้ย


ช่วงนี้นักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ มาจาก ฮ่องกง ทั้ง ฝรั่ง ที่ทำมาหากิน อยู่ที่ ฮ่องกง และ ครอบครัวชาวจีน ฮ่องกง แท้ๆ จะพาครอบครัว มาพักผ่อน สั้นๆ 3-4 วัน เป็นช่วง โรงเรียนปิด แล้วก็กลับไป ฉลองคริสต์มาส กันที่บ้าน

ปีนี้ บรรยากาศ การท่องเที่ยวของ ภูเก็ต เงียบเหงามาก ตั้งแต่เปิด ฤดูการท่องเที่ยว ไฮซีซั่น เดือน พฤศจิกายน จนใกล้จะปีใหม่ บรรยากาศ ยังไม่คึกคัก เท่าที่ควรจะเป็น

ผมพยายาม หาข้อมูล ติดตามข่าวคราว ความเคลื่อนไหว อยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ว่าสาเหตุ อะไร ที่ทำให้นักท่องเที่ยว เข้ามาภูเก็ต น้อยกว่าทุกปี

บางข้อมูลบอกว่า ไปอยู่เกาะลันตา กระบี่ จนล้น เพราะที่นั่น ราคาค่าที่พัก และอาหาร ยังไม่สูงมากนัก บางข้อมูล บอกว่าไปอยู่ เขาหลัก พังงา แต่เท่าที่ผม ตรวจสอบก็มีไม่มาก บางข้อมูล บอกว่าไปอยู่ เกาะหลีเป๊ะ สตูล ที่นั่นไม่น่าจะเป็นตัวแปร เพราะเป็นคนล่ะกลุ่ม กับที่มาภูเก็ต

เท่าที่ผมได้พูด คุยกับนักท่องเที่ยว หลายคน เขาบอกตรงกันว่า เป็นเพราะเศรษฐกิจโลก ผันผวน ไม่แน่นอน คนที่มีรายได้ไม่มากพอ หรือมีเงินเก็บไม่มากพอ ไม่คิดจะเดินทาง ท่องเที่ยว เพราะไม่มั่นใจ ว่าปีถัดไปจะหาเงิน ได้มากน้อย แค่ไหน?

เพราะฉะนั้น คนที่ทำมาหากิน อยู่กับนักท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ก็ต้องเงียบเหงาและเศร้าสร้อยเป็นธรรมดา โรงแรม,ภัตตาคาร,ร้านอาหาร,บริษัททัวร์,ไกด์,ร้านขายของที่ระลึก,ร้านขายเสื้อผ้า,เก้าอี้อาบแดดชายหาด,หมอนวดชายหาด,รถตู้,รถแท็กซี่,รถตุ๊กตุ๊ก ฯลฯ, ทุกกิจการขาดรายได้ เม็ดเงินไม่มี ผู้ประกอบการรายย่อย อยู่ไม่ได้ เจ๊ง ปิดกิจการ กลับภูมิลำเนาเดิม พวกที่ไม่มีที่ให้กลับ ก็ต้องกู้หนี้ ยืมสิน ประคับประคอง กิจการต่อไป จนกว่าจะผูกคอตาย

ที่เห็นๆ ว่ายังอยู่ได้ไม่เดือดร้อน แม้แต่ ปูลม เขาก็กินได้ ก็พวกต่างด้าว ชาวพม่า ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยเสียด้วย พวกเขาอยู่ได้ทุกที่ ทุกกิจการ ในป่า,ในเขา,ชนบท,ในเมือง,สวนยางพารา,สวนปาล์มน้ำมัน,ร้านก๊วยเตี๋ยว,ร้านขายของชำ,แม้แต่ร้านขายยา,คลินิก ก็ยังมีลูกจ้างเป็นคนพม่า ผมมองเรื่องนี้แล้วเศร้าใจ วันดีคืนดี พวกเขารวมหัวกัน ประท้วงนัดหยุดงานพร้อมกันทั้งเกาะภูเก็ตขึ้นมาละก็ เกาะภูเก็ตจมอยู่ใต้ทะเลแน่ๆ ตัวอย่างเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ที่โรงงาน จังหวัดภาคเหนือ

ไปจนได้ นายชำนาญ พูดถึงนักท่องเที่ยว เลี้ยวไปออก แรงงานพม่าเฉยเลย เสียวอยู่เหมือนกัน พวกโกรธขึ้นมา จับเชือดคอซ่ะเฉยๆ ตายฟรีด้วย. บ่นไป ก็งั้นๆ เก็กซิ้ม เปล่าๆ
-----------------------------------------------

มิสเตอร์ "บิ๊กฟิช"

มี ฝรั่ง อยู่คนหนึ่ง อายุประมาณ 50 กว่าๆ รุ่นราวคราวเดียว กับผมนี่แหละ เป็น ฝรั่ง สวีเดน ทำงานอยู่ที่ เยอรมัน บอกผมว่าเป็นพ่อหม้าย มีลูกสาวอายุ 22 ปีแล้ว แกจะมาภูเก็ต ประมาณเดือน ธันวาคม ของทุกปี จะกลับหลังปีใหม่ พักอยู่บ้านที่ซื้อใว้ แถวหาดลายัน และจะมาวิ่งออกกำลังกาย ที่ชายหาด เกือบทุกเช้า แล้วก็แวะมาทักทาย พูดคุยกับผม ที่โรงขายทัวร์ บ่อยๆ บางวันก็กินอาหารเที่ยงที่ร้าน จนรู้จักสนิท สนมกับผมเป็นอย่างดี ถึงขนาดขอให้ผมเป็น พ่อชัก ช่วยหาเมียสาวไทยให้ซักคน แต่มีข้อแม้ว่า ต้องเป็นผู้หญิงทำงานดีๆ และอายุ ไม่เกิน 30 ปี ...เฮ่อะ เฮ่อะ รอไปก่อนเถอะเพื่อน พ่อชักเองยังแห้งเหี่ยว หัวโต อยู่เลย



โรงขายทัวร์ ของนายชำนาญ กับร้านอาหาร หาดลายัน
-----------------------------------------
ที่มาของ ฉายา “มิสเตอร์ บิ๊กฟิช” สาเหตุเพราะตอนที่แกมาที่หาดครั้งแรกๆ แกบอกพนักงานที่ร้านอาหาร ว่าชอบกินปลาเผา ตัวโตๆ พนักงานร้านอาหาร ก็พาแกไปดูปลาที่ทางร้าน สำรองใว้เผาให้ลูกค้า ตามออร์เดอร์ เมื่อแกเห็นปลาแล้ว แกบอกว่าปลาตัวเล็กไม่ชอบ พนักงานบอกว่าจะหาตัวโตกว่านี้มาให้ในวันหลัง แกตอบ OK.

ผ่านไปประมาณ 1 อาทิตย์ ทางร้านได้ปลาตัวใหญ่มาหนึ่งตัว จึงรีบบอก “มิสเตอร์ บิ๊กฟิช” ให้ไปดูปลา พอเห็นปลา พี่แก “say no” ทันที บอกว่า โตเกินไป ไม่ชอบ สรุปว่า พี่แกไม่ไม่ตั้งใจจะกินปลาเผาตัวโต จริงๆหรอก หลอกดอกไปงั้นเอง ทุกคน จึงลงความเห็นตั้งฉายา ให้แกชื่อ “มิสเตอร์ บิ๊กฟิช” ตั้งแต่บัดนั้น

เท่าที่ผมรู้จักและสัมผัส กับแกมา ระยะหนึ่ง ผมรู้ว่าแกมีสตังค์ แต่ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง แบบว่า ประหยัด ถ้าเป็นคนไทยอย่างเราๆ พอจะบอกว่าขี้เหนียวได้ บางวัน แกมากินอาหารเที่ยงที่ร้าน แกพกเงินมาไม่เกิน 300 บาท แกเคยยืมผม 100 บาท เมื่อค่าอาหารไม่พอ
เห็นไหมครับ พี่น้อง นายชำนาญ ธรรทดาซ่ะที่ไหน ขนาดมีเงินให้ ฝรั่ง ยืมครั้งล่ะ 100 บาท เชียวน่ะ

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่าน แกมาหาผมที่ โรงขายทัวร์ คุยให้ฟังว่า ลูกสาวของแกกับเพื่อน เพิ่งมาจาก สวีเดน อยากจะไปดำน้ำ ดูปลา ดูปะการัง ที่เกาะ สิมิลัน ให้ผมช่วยจัดทัวร์ให้ด้วย แต่ในฐานะเพื่อนกัน ขอราคาพิเศษ คนล่ะ 1,000 บาท ผมใจหายวาบเลยครับพี่น้อง สิมิลัน one day trip เขาขายกันคนล่ะ 3,500 บาท ยังไม่รวมค่าขึ้นเกาะคนล่ะ 400 บาท ซึ่งต้องจ่ายให้อุทยานอีกต่างหาก ถ้าผมขายให้ลุกสาว “มิสเตอร์ บิ๊กฟิช” คนล่ะ 1,000 บาท ผมคงได้ร่ำรวย ฮวบๆ แน่ ท่านผู้ชม


เฮ้อ..เวรกรรมของ นายชำนาญ จริงๆ มีเพื่อนเป็น ฝรั่งมังค่า กับเขาทั้งที มันน่าจะพอกพูน ล่ำซำ ขึ้นบ้าง ที่ใหนได้ กลับจะล่มจม ย่ำแย่กว่าเดิมซ่ะอีก “บิ๊กฟิช” เอ๋ย “บิ๊กฟิช”

-----------------------------------------------